ภาษีซื้อ ภาษีขาย และภาษีเงินได้ ต่างกันยังไง

ภาษีซื้อ ภาษีขาย และภาษีเงินได้ ต่างกันยังไง?

Contents hide

ความรู้ VAT พื้นฐานเป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการทุกประเภทควรทราบ โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ SME และสตาร์ทอัพ การเข้าใจว่าภาษีซื้อคืออะไร ภาษีขายคืออะไรจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถคำนวณภาษีเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง เนื่องจากภาษีแต่ละประเภทมีวิธีคิด การจัดทำเอกสาร และผลกระทบต่อเงินสดของธุรกิจต่างกันอย่างชัดเจน หากไม่เข้าใจความต่างภาษีเงินได้ อาจเกิดปัญหาการเสียภาษีเกินจริงได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าภาษีซื้อคืออะไร ภาษีขายคืออะไร ภาพรวมระหว่างความต่างภาษีเงินได้  พร้อมตัวอย่างการคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขายเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการคำนวณภาษีอย่างง่าย ๆ ได้

ภาษีซื้อคืออะไร?

ภาษีซื้อ (Input VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ธุรกิจจ่ายเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ขายที่เรียกเก็บ VAT อยู่แล้ว อาจกล่าวได้ว่าภาษีซื้อคือเงินภาษีที่ธุรกิจจ่ายให้กับซัพพลายเออร์หรือผู้ให้บริการเพื่อแลกกับสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น

  • ร้านอาหารซื้อวัตถุดิบ เช่น เนื้อ ผัก หรือเครื่องปรุงจากซัพพลายเออร์
  • ร้านกาแฟซื้ออุปกรณ์สำนักงาน เช่น เครื่องชงกาแฟ แก้วกระดาษ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ธุรกิจออนไลน์ซื้อค่าบริการแพลตฟอร์ม เช่น ค่าธรรมเนียม Shopee, Lazada หรือค่าขนส่ง

จุดสำคัญของภาษีซื้อ

  • สามารถหักกับภาษีขายได้

ธุรกิจที่จด VAT สามารถนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายที่เก็บจากลูกค้าได้ เช่น หากร้านกาแฟเก็บภาษีขายจากลูกค้า 1,000 บาท และมีภาษีซื้อ 700 บาท ร้านจะต้องจ่าย VAT จริงเท่ากับ 300 บาท

  • ช่วยป้องกันการเสียภาษีซ้ำซ้อน

ภาษีซื้อทำให้ธุรกิจจ่าย VAT เพียงส่วนต่างระหว่างภาษีขายและภาษีซื้อ ไม่ใช่จ่าย VAT เต็มจำนวนซ้ำซ้อนหลายขั้นตอน

  • ช่วยให้การจัดทำบัญชีชัดเจน

การบันทึกภาษีซื้อและเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หรือใบแจ้งหนี้ จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจตรวจสอบการจ่ายภาษีย้อนหลังได้ง่าย ลดความเสี่ยงถูกสรรพากรตรวจสอบ

ตัวอย่างการคำนวณภาษีซื้อ

กรณีร้านกาแฟ

  • ซื้อเมล็ดกาแฟ 10,000 บาท รวม VAT 7%
  • VAT = 10,000 × 7% ÷ 107 × 7 ≈ 654 บาท
  • จำนวนเงิน 654 บาทนี้คือภาษีซื้อที่สามารถนำไปหักภาษีขาย

กรณีธุรกิจออนไลน์

  • ซื้อบริการโฆษณาออนไลน์ 5,000 บาท รวม VAT 7%
  • VAT = 5,000 × 7 ÷ 107 ≈ 327 บาท
  • 327 บาทนี้สามารถหักกับภาษีขายที่เรียกเก็บจากลูกค้าได้

ข้อดีเชิงธุรกิจของภาษีซื้อ

  • ลดต้นทุนภาษีจริงที่ต้องจ่าย – ทำให้ธุรกิจเสีย VAT จริงเพียงส่วนต่างระหว่างภาษีขายและภาษีซื้อ
  • ปรับปรุงระบบบัญชีและเอกสาร – การเก็บภาษีซื้อช่วยให้ธุรกิจมีระบบเอกสารครบถ้วน ทั้งใบกำกับภาษี ใบเสร็จ และรายงานค่าใช้จ่าย
  • ช่วยวางแผนเงินสดได้ดีขึ้น – รู้ว่า VAT ที่จ่ายไปสามารถนำมาหักออก ทำให้คำนวณเงินสดหมุนเวียนของธุรกิจได้แม่นยำ
  • สร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าและสรรพากร – ธุรกิจที่มีเอกสารครบและจัดการภาษีถูกต้อง ดูเป็นมืออาชีพและเชื่อถือได้

ภาษีขายคืออะไร?

ภาษีขาย (Output VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ธุรกิจเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ กล่าวง่าย ๆ คือธุรกิจเป็นตัวกลางในการเก็บ VAT แทนรัฐ ลูกค้าเป็นผู้จ่ายภาษีให้กับรัฐผ่านธุรกิจ ซึ่งธุรกิจต้องนำส่งกรมสรรพากรตามรอบภาษี เช่น รายเดือน หรือรายไตรมาส โดยภาษีขายจะถูกหักด้วยภาษีซื้อเพื่อคำนวณจำนวน VAT ที่ต้องจ่ายจริง ตัวอย่างเช่น

  • ร้านกาแฟขายเครื่องดื่มและเบเกอรี่
  • ร้านอาหารขายอาหารและเครื่องดื่ม
  • ธุรกิจออนไลน์ขายสินค้าหรือบริการผ่านแพลตฟอร์ม e-commerce

จุดสำคัญของภาษีขาย

  1. ธุรกิจเก็บแทนรัฐ
    ธุรกิจไม่ได้เสีย VAT จากเงินตัวเอง แต่เป็นตัวกลางเก็บจากลูกค้าและนำส่งกรมสรรพากร
  2. สามารถหักภาษีซื้อเพื่อคำนวณ VAT ที่ต้องจ่ายจริง
    VAT ที่ต้องนำส่ง = VAT ขาย – VAT ซื้อ
  3. ต้องจัดทำเอกสารให้ถูกต้อง
    ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบหรือใบเสร็จที่ระบุ VAT จะช่วยยืนยันการเก็บภาษีถูกต้องตามกฎหมาย

ตัวอย่างการคำนวณภาษีขายและส่วนต่าง VAT

กรณีร้านกาแฟ

  • ร้านกาแฟขายกาแฟ 15,000 บาท รวม VAT 7%
  • ภาษีขาย = 15,000 × 7 ÷ 107 ≈ 981 บาท
  • ภาษีซื้อจากการซื้อเมล็ดกาแฟและอุปกรณ์ 700 บาท
  • VAT ที่ต้องจ่ายจริง = 981 – 700 = 281 บาท

กรณีธุรกิจออนไลน์

  • ขายสินค้าราคา 50,000 บาท รวม VAT 7%
  • ภาษีขาย = 50,000 × 7 ÷ 107 ≈ 3,271 บาท
  • ภาษีซื้อจากการซื้อค่าขนส่งและค่าบริการแพลตฟอร์ม 1,200 บาท
  • VAT ที่ต้องจ่าย = 3,271 – 1,200 = 2,071 บาท

ภาษีเงินได้คืออะไร?

ภาษีเงินได้ (Income Tax) คือ ภาษีที่จัดเก็บจากรายได้หรือกำไรสุทธิของบุคคลและนิติบุคคล ซึ่งแตกต่างจาก VAT ตรงที่ VAT เป็นภาษีผ่านมือ (ธุรกิจเก็บแทนรัฐ) แต่ภาษีเงินได้เป็นภาษีที่ธุรกิจหรือบุคคลต้องจ่ายจริงจากกำไรหรือรายได้ที่ได้รับ

ประเภทของภาษีเงินได้หลัก ๆ

  1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  2. คำนวณจากรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
  3. อัตราภาษีเป็นแบบขั้นบันได (Progressive Tax Rate)
  4. ตัวอย่างเช่นพนักงานอิสระหรือเจ้าของร้านค้าออนไลน์
  5. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
  6. คำนวณจากกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและภาษีอื่น ๆ
  7. อัตราภาษีแบบคงที่ (Corporate Tax) ตามกฎหมายปัจจุบัน

ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้

กรณีร้านอาหาร (นิติบุคคล)

  • รายได้รวม: 500,000 บาท
  • ค่าใช้จ่าย: 300,000 บาท
  • กำไรสุทธิจะเป็น 500,000 – 300,000 = 200,000 บาท
  • อัตราภาษีนิติบุคคลสมมติ 20% ดังนั้น ภาษีเงินได้ = 200,000 × 20% = 40,000 บาท

กรณีเจ้าของร้านออนไลน์ (บุคคลธรรมดา)

  • รายได้รวม: 200,000 บาท
  • ค่าใช้จ่าย: 50,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท
  • รายได้สุทธิจะเป็น 200,000 – 50,000 – 60,000 = 90,000 บาท
  • อัตราภาษีขั้นบันได 5% ดังนั้น ภาษีเงินได้ = 90,000 × 5% = 4,500 บาท

ความแตกต่างของภาษีซื้อ–ภาษีขาย–ภาษีเงินได้ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้

ประเภทภาษีความหมายคำนวณจากใครจ่ายความถี่ในการยื่นผลกระทบต่อธุรกิจตัวอย่าง
ภาษีซื้อ (Input VAT)ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ธุรกิจจ่ายเมื่อซื้อสินค้า/บริการจากซัพพลายเออร์ราคาสินค้า/บริการรวม VATธุรกิจจ่ายให้ซัพพลายเออร์ แต่สามารถหักได้ทุกเดือน/ทุกไตรมาส (พร้อม VAT)ลดต้นทุน VAT จริงที่ต้องจ่ายร้านกาแฟซื้อเมล็ดกาแฟ 10,000 บาท รวม VAT 700 บาท
ภาษีขาย (Output VAT)ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ธุรกิจเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้า/บริการราคาขายสินค้า/บริการลูกค้าจ่ายผ่านธุรกิจ ธุรกิจเป็นตัวกลางเก็บและส่งต่อรัฐทุกเดือน/ทุกไตรมาสเป็นภาระ “ผ่านมือ” ธุรกิจจ่าย VAT จริงเพียงส่วนต่าง (VAT ขาย – VAT ซื้อ)ร้านกาแฟขายกาแฟ 15,000 บาท รวม VAT 981 บาท
ภาษีเงินได้ (Income Tax)ภาษีที่จัดเก็บจากกำไรสุทธิของธุรกิจหรือรายได้บุคคลกำไรสุทธิหลังค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนธุรกิจหรือเจ้าของจ่ายเองปีละครั้ง (บุคคล) หรือรายไตรมาส/ปี (นิติบุคคล)เป็นภาระจริง ลดกำไรสุทธิและเงินสดที่เหลือร้านอาหารมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท ต้องเสียภาษีเงินได้ 40,000 บาท

สรุป

ภาษีซื้อ = ลด VAT ที่ธุรกิจต้องจ่าย ภาษีขาย = เก็บแทนรัฐจากลูกค้า ภาษีเงินได้ = จ่ายจริงจากกำไรสุทธิ

ทำไมความเข้าใจเรื่องภาษีมีผลต่อการจด VAT

การจด VAT ไม่ใช่เพียงแค่ยื่นเอกสารเพื่อให้ถูกกฎหมาย แต่การเข้าใจว่าภาษีซื้อคืออะไร ภาษีขายคืออะไร และภาษีเงินได้คืออะไรจะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนบัญชี จัดการเงินสด และลดความเสี่ยงด้านภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ป้องกันการเสียภาษีเกินความจริง

หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่า VAT คือภาระที่ต้องจ่ายเต็มจำนวนทุกครั้งที่ขายสินค้า จริง ๆ แล้ว VAT ที่ต้องจ่าย = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น

  • ร้านกาแฟซื้อเมล็ดกาแฟ 10,000 บาท รวม VAT 7% → ภาษีซื้อ = 654 บาท
  • ขายกาแฟ 15,000 บาท รวม VAT 7% → ภาษีขาย = 981 บาท
  • VAT ที่ต้องจ่ายจริง = 981 – 654 = 327 บาท

          หากไม่เข้าใจ อาจคิดว่าต้องจ่าย VAT 981 บาทเต็ม ทำให้เสียเงินเกินความจำเป็น

  • ช่วยให้การยื่น VAT ถูกต้องตามกฎหมาย

การยื่น VAT ต้องใช้ ใบกำกับภาษีซื้อ–ขาย ที่ถูกต้องและครบถ้วน หากไม่เข้าใจว่าภาษีซื้อคืออะไรหรือภาษีขายคืออะไร อาจทำให้บันทึกค่าใช้จ่ายผิดหรือไม่ครบ ส่งผลให้ยื่น VAT ผิด การเข้าใจความแตกต่างของภาษีประเภทต่าง ๆ จะช่วยให้บันทึกกำไรและค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง ลดโอกาสถูกสรรพากรปรับ

  • วางแผนเงินสดและกำไรได้แม่นยำ

การรู้ว่า VAT และภาษีเงินได้ต้องจ่ายเท่าไร ช่วยเจ้าของธุรกิจวางแผนเงินสดหมุนเวียนได้ดี เช่น

  • รายได้จากขายสินค้า 50,000 บาท
  • VAT ที่ต้องจ่ายจริง = 3,000 บาท
  • กำไรสุทธิหลังค่าใช้จ่าย = 20,000 บาท
  • ภาษีเงินได้ = 4,000 บาท

เจ้าของธุรกิจจะรู้ทันทีว่า เงินสดที่เหลือหลังจ่าย VAT และภาษีเงินได้ = 20,000 – 4,000 = 16,000 บาท การวางแผนแบบนี้ช่วยให้ธุรกิจไม่ติดปัญหาเงินสดขาดมือ และสามารถลงทุนต่อเนื่องได้

  • ลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบย้อนหลัง

สรรพากรสามารถตรวจสอบย้อนหลังหลายปี หากบันทึกภาษีซื้อ–ขายผิดพลาดหรือไม่ชัดเจน การเข้าใจ VAT และภาษีเงินได้ช่วยให้ธุรกิจจัดเก็บเอกสารครบถ้วน เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ และรายงานค่าใช้จ่าย ลดโอกาสถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหรือถูกปรับ

  • สร้างความน่าเชื่อถือและโอกาสทางธุรกิจ

บริษัทหรือองค์กรใหญ่ต้องการใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อใช้ทำบัญชี หากธุรกิจไม่เข้าใจ VAT และภาษีเงินได้ อาจออกใบกำกับภาษีผิด ทำให้เสียลูกค้า การเข้าใจภาษีทั้ง 3 แบบ ทำให้ธุรกิจดูเป็นมืออาชีพ และพร้อมทำธุรกิจกับบริษัทใหญ่

  • ช่วยวางแผนภาษีและบัญชีในอนาคต

ความเข้าใจเรื่องภาษีทั้ง 3 แบบไม่ใช่แค่แก้ปัญหา VAT แต่ช่วยธุรกิจวางระบบบัญชีและวางแผนภาษีล่วงหน้า สามารถวางกลยุทธ์ลดภาระภาษีอย่างถูกกฎหมาย เลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่สามารถหักภาษีซื้อได้เต็มที่ วางแผนกำไรสุทธิและเงินสดสำหรับลงทุนหรือขยายธุรกิจ

ตัวอย่างการคำนวณภาษีสำหรับเจ้าของกิจการ

ตัวอย่างที่ 1: ร้านกาแฟขนาดเล็ก

ข้อมูลธุรกิจ:

  • ซื้อเมล็ดกาแฟ 10,000 บาท รวม VAT 7% → ภาษีซื้อ = 654 บาท
  • ซื้ออุปกรณ์อื่น 5,000 บาท รวม VAT 7% → ภาษีซื้อ= 327 บาท
  • ขายกาแฟ 15,000 บาท รวม VAT 7% → ภาษีขาย = 981 บาท
  • ค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าเช่า 5,000 บาท

ขั้นตอนการคำนวณ:

  1. คำนวณ VAT
  2. ภาษีขาย = 981 บาท
  3. ภาษีซื้อ = 654 + 327 = 981 บาท
  4. VAT ที่ต้องจ่ายจริง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = 981 – 981 = 0 บาท
  5. คำนวณกำไรสุทธิและภาษีเงินได้
  6. รายได้สุทธิหลัง VAT = 15,000 – 981 = 14,019 บาท
  7. ค่าใช้จ่ายรวมที่หักได้ = (10,000 – 654) + (5,000 – 327) + 5,000 = 19,019
  8. กำไรสุทธิ = 14,019 – 19,019 = -5,000 (ขาดทุน)
  9. ภาษีเงินได้ = 0 บาท

ข้อสรุป:

  • VAT ต้องจ่ายจริง = 0 บาท
  • กำไร = -5,000 (ขาดทุน)
  • ภาษีเงินได้ = 0 บาท เพราะกำไรติดลบ

ตัวอย่างที่ 2: ร้านอาหารขนาดกลาง

ข้อมูลธุรกิจ:

  • ขายอาหารและเครื่องดื่ม 200,000 บาท รวม VAT 7% → ภาษีขาย = 13,084 บาท
  • ซื้อวัตถุดิบ 50,000 บาท รวม VAT 7% → ภาษีซื้อ = 3,271 บาท
  • ค่าแรงและค่าเช่า 80,000 บาท

การคำนวณ VAT

  • VAT ที่ต้องจ่ายจริง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = 13,084 – 3,271 = 9,813 บาท

คำนวณกำไรสุทธิและภาษีเงินได้

  • รายได้หลัง VAT = 200,000 – 13,084 = 186,916 บาท
  • ค่าใช้จ่ายรวมที่หักได้ = 50,000 – 3,271 + 80,000 = 126,729 บาท
  • กำไรสุทธิ = 186,916 – 126,729 = 60,187 บาท
  • ภาษีเงินได้ (20%) = 60,187 × 20% ≈ 12,037 บาท

ข้อสรุป:

  • VAT ต้องจ่ายจริง = 9,813 บาท
  • ภาษีเงินได้ = 12,037 บาท

ตัวอย่างที่ 3: ร้านค้าออนไลน์ (SME)

ข้อมูลธุรกิจ:

  • ขายสินค้าออนไลน์ 50,000 บาท รวม VAT 7% → ภาษีขาย = 3,271 บาท
  • ซื้อค่าขนส่งและค่าบริการแพลตฟอร์ม 15,000 บาท รวม VAT 7% → ภาษีซื้อ = 981 บาท
  • ค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าบรรจุภัณฑ์ 5,000 บาท

การคำนวณ VAT

  • VAT ที่ต้องจ่ายจริง = 3,271 – 981 = 2,290 บาท

คำนวณกำไรสุทธิและภาษีเงินได้

  • รายได้หลัง VAT = 50,000 – 3,271 = 46,729 บาท
  • ค่าใช้จ่ายรวมที่หักได้ = 15,000 – 981 + 5,000 = 19,019 บาท
  • กำไรสุทธิ = 46,729 – 19,019 = 27,710 บาท
  • ภาษีเงินได้ (20%) = 27,710 × 20% = 5,542 บาท

ข้อสรุป:

  • VAT ต้องจ่ายจริง = 2,290 บาท
  • ภาษีเงินได้ = 5,542 บาท

สรุปการคำนวณ VAT และภาษีเงินได้

ธุรกิจรายได้รวม (บาท)ภาษีขาย (บาท)ภาษีซื้อ (บาท)VAT ต้องจ่ายจริง (บาท)กำไรสุทธิ (บาท)ภาษีเงินได้ (บาท)
ร้านกาแฟ15,0009819810-9810
ร้านอาหาร200,00013,0843,2719,81360,18712,037
ร้านค้าออนไลน์50,0003,2719812,29027,7105,542

ข้อสรุปสำคัญ

  1. VAT ต้องจ่ายจริง = VAT ขาย – VAT ซื้อ
  2. ภาษีเงินได้ = กำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน × อัตราภาษี
  3. การบันทึกอย่างถูกต้องช่วยให้ธุรกิจวางแผนเงินสดและวางระบบบัญชีได้แม่นยำ

ให้ภาระเรื่องภาษีซื้อ–ภาษีขาย–ภาษีเงินได้เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ เปิดโอกาสให้เจ้าของกิจการมีเวลาโฟกัสที่ธุรกิจมากขึ้นด้วยบริการด้านบัญชีและภาษีจาก PMP Group Solutions (Thailand)

ผู้ประกอบคงพอเข้าใจแล้วว่าภาษีซื้อคืออะไร ภาษีขายคืออะไร รวมถึงความต่างภาษีเงินได้ อย่างไรก็ตาม การจัดการภาษีทั้งสามประเภทก็อาจมีความซับซ้อนและใช้เวลามากหากเจ้าของธุรกิจต้องจัดทำเรื่องภาษีเอง นอกจากจะเสี่ยงผิดพลาดแล้ว ยังอาจเสียเวลาและสมาธิในการพัฒนาธุรกิจหลัก

ที่ PMP Group Solutions (Thailand) เรามีบริการดูแลบัญชีและภาษีครบวงจร ตั้งแต่การบันทึกบัญชี จัดทำงบการเงิน คำนวณภาษีซื้อ–ขาย ไปจนถึงการยื่นภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญและผู้สอบบัญชี (CPA) ที่มีประสบการณ์ตรงในหลายธุรกิจ

ข้อดีของการใช้บริการผู้เชี่ยวชาญจาก PMP Group Solutions (Thailand)

  1. ลดความผิดพลาดด้านภาษี – การคำนวณและยื่น VAT รวมถึงภาษีเงินได้ถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงถูกสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
  2. ประหยัดเวลาและลดความกังวล – เจ้าของกิจการไม่ต้องเสียเวลาทำบัญชีเอง สามารถโฟกัสกับการขาย พัฒนาสินค้า และขยายธุรกิจ
  3. วางแผนภาษีล่วงหน้าได้อย่างชาญฉลาด – ทีมงานช่วยวิเคราะห์กำไรสุทธิและวางแผนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ธุรกิจลดภาระภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  4. บริการครบวงจร – ทั้งจัดเก็บเอกสาร ตรวจสอบบัญชี คำนวณภาษี และยื่นเอกสารสรรพากร

ด้วยบริการจาก PMP Group Solutions (Thailand) เจ้าของธุรกิจจึงสามารถให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลเรื่องภาษีอย่างมืออาชีพ พร้อมทั้งมีเวลามุ่งมั่นกับการขยายและพัฒนาธุรกิจหลักได้เต็มที่

FAQ

Q: ภาษีซื้อคืออะไร?

A: ภาษีซื้อ คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ธุรกิจจ่ายเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ขายที่มี VAT รวมอยู่ในราคา สามารถนำไปหักกับภาษีขายที่เรียกเก็บจากลูกค้าได้

Q: ภาษีขายคืออะไร?

A: ภาษีขายคือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ธุรกิจเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือบริการ ลูกค้าชำระพร้อมราคาสินค้า ธุรกิจต้องนำส่งสรรพากรตามกำหนดเวลา

Q: ภาษีเงินได้ต่างจาก VAT อย่างไร?

A: ภาษีเงินได้คิดจากกำไรสุทธิหรือรายได้ของธุรกิจ ส่วน VAT เป็นภาษีจากการซื้อ-ขายสินค้าและบริการ ภาษีเงินได้ต้องยื่นทุกปี ส่วน VAT ต้องยื่นรายเดือน

Q: ต้องเก็บเอกสารอะไรบ้างเพื่อคำนวณภาษี?

A: ควรเก็บใบเสร็จซื้อวัตถุดิบ ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ขายสินค้าและบริการ รวมถึงเอกสารค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าแรง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค เพื่อใช้คำนวณ VAT และภาษีเงินได้

Q: หากไม่จด VAT หรือยื่นไม่ครบ จะเกิดอะไรขึ้น?

A: ธุรกิจอาจถูกเรียกเก็บ VAT ย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนี้ยังเสี่ยงถูกตรวจสอบบัญชีและธุรกรรมย้อนหลังจากสรรพากร

Q: VAT ที่จ่ายไปแล้วสามารถหักกับภาษีขายได้ไหม?

A: ได้ ธุรกิจสามารถนำภาษีซื้อที่จ่ายไปแล้วหักกับภาษีขายที่เรียกเก็บจากลูกค้าได้ ทำให้ไม่เสียภาษีซ้ำ

Q: ทำไมต้องเข้าใจภาษีทั้ง 3 แบบ?

A: การเข้าใจภาษีซื้อ–ภาษีขาย–ภาษีเงินได้ช่วยให้ธุรกิจจัดการบัญชีและวางแผนภาษีได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงถูกปรับ ป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลัง และช่วยวิเคราะห์กำไร-ขาดทุนเพื่อวางแผนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

Scroll to Top